วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ส่องคสช.‘หมอตำแย’ทำคลอดสปช. ‘น้ำนิ่งไหลลึก’แรงต่อต้านเริ่มเขยื้อน


“รัฐประหารเกิดขึ้นหลายครั้ง ผมก็ไม่เห็นด้วยหลายครั้งและหลายครั้งผมก็เข้าใจเหตุผล ครั้งนี้ผมก็เข้าใจเหตุผลว่ามันมีความจำเป็นบางอย่างที่จะต้องทำ ไม่ใช่ผมเห็นชอบ แต่ผมเห็นใจเขา รวมถึงเมื่อ  5-6 ปีที่ผ่านมา มีศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเขียนงานวิจัยเป็นทฤษฎีใหม่ขึ้นมา ซึ่งมันไม่ใช่คำถามว่า รัฐประหารดีหรือไม่ดี แต่ต้องถามว่า 1. รัฐประหารเพื่ออะไร นำไปสู่อะไร ถ้าเป็นรัฐประหารที่ทำเพื่อปกป้องประชาธิปไตย หรือ เพื่อทำลายคนที่กำลังทำลายประชาธิปไตย และ 2. เมื่อรัฐประหารแล้ว จะดำเนินไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงได้หรือไม่ และได้เร็วแค่ไหน 2 คำถามนี้ต้องตอบให้ได้ ถ้าตอบได้เราก็สบายใจ”

อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย อานันท์ ปันยารชุน พูดไว้ในช่วงการสนทนา “ถามคุณอานันท์เรื่องวันนี้”  ในการจัดงานระดมทุนเพื่อจัดสร้างประติมากรรมอนุสาวรีย์วีรชนพฤษภา 35 อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ที่โรงแรมมณเฑียร ถนนสุรวงศ์ เมื่อค่ำวันที่ 14 ส.ค. ที่ผ่านมา 

เชื่อว่ามีจำนวน “มากทีเดียว” ที่คิดแบบอดีตนายกฯอานันท์ เพราะหากย้อนดู “ความขัดแย้ง” ตลอด 6-7 ปี          ที่ผ่านมาล้วนเป็นความขัดแย้งในบรรยากาศของประชาธิปไตยแบบการเลือกตั้งทั้งนั้น

อดีตนายกฯ อานันท์ บอกไว้ด้วยว่า ส่วนตัวคิดว่าคำว่า ประชาธิปไตย กับ การเลือกตั้ง นั้น “ไม่เหมือนกัน”

ความขัดแย้งระยะสุดท้ายจนในที่สุดนำมาซึ่งการเข้า     มา “ควบคุมอำนาจ” ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช. เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมาก็เกิดจากประชาธิปไตย “บิด ๆ เบี้ยว ๆ”

ก่อนการรัฐประหารภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้า คสช. กระแสหนึ่งที่เป็น “เอกภาพ” ของทุกส่วนความขัดแย้งคือ อยากเห็นการ “ปฏิรูป” เกิดขึ้น เป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ที่ไม่ใช่แค่การเลือกตั้งแต่ต้องเป็นการปฏิรูปในทุกด้านเพื่อพาสังคมไทย “เดินกลับ” เข้าสู่ประชาธิปไตยสักที

การมีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เรื่อยไปจนถึงการมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ สนช. จนมาถึงการก่อเกิดของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่กำลังดำเนินการอยู่ในทุกวันนี้ยังแค่การ “เริ่มต้น” เท่านั้น

ถ้าเป็นระยะทางก็น่าจะมาเพียง 1 ใน 10 เท่านั้น แต่เริ่มนานวันดูเหมือนความพยายามต่อต้าน คสช. เพื่อจะนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ในการปฏิรูปเริ่มจะมีมากขึ้น

แกนนำกลุ่มอำนาจเก่าเริ่มขยับ อดีตนักการเมืองเริ่มออกมาแสดงความเห็น กลุ่มจัดตั้งเริ่มออกมา “โปรยใบปลิว” แม้จะยังเป็นส่วนน้อยเท่านั้น ขณะที่ “ส่วนใหญ่” ซึ่งเข้าใจคำว่าประชาธิปไตยแบบเดียวกับอดีตนายกฯ อานันท์ กลับเอาใจช่วย และให้ความร่วมมือกับ คสช. เพื่อทำให้กระบวนการที่เรียกว่า สภาปฏิรูปแห่งชาติหรือ สปช. เดินไปให้จงได้

เชื่อเหลือเกินว่า สังคมไทยกำลังจับตา “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ในครั้งนี้อยู่ว่า คสช. เกิดความหลากหลายได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ มีเป้าหมายหรือเป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง มิใช่เป็นไปเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

หากดูรัฐธรรมนูญมาตรา 31 จะพบว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติมีอํานาจหน้าที่ที่สำคัญทีเดียว

1. ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทําแนวทางและข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ตามมาตรา 27 เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2. เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญและ 3. พิจารณาและ ให้ความเห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทําขึ้น       

ในทางหนึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่พรรคเก่าแก่อย่างพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทยที่เต็มไปด้วยผู้มีประสบ การณ์ทางการเมือง “ไม่ยอมเข้าร่วม” แต่ในอีกทางหนึ่งก็มองได้ว่าจะเป็นการ “เปิดโอกาส” ครั้งสำคัญในทุกภาคส่วนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดทำ “กติกา” การอยู่ร่วมกันได้มากขึ้น หลากหลายและไม่ผูกขาดแค่คนหน้าซ้ำ ๆ เดิม ๆ อีกต่อไป 

เป็นเรื่องที่ “น่าเห็นใจ” คสช. อยู่ไม่น้อยที่ต้องทำงานแข่งกับเวลายิ่งกว่ารัฐบาลปกติหลายเท่า เพราะนอกจากเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด ยังต้องบริหารงานในช่วงที่ยังไม่ “พ้นวิกฤติ” ทางการเมือง

ในมุมของการเป็นรัฐบาลซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเป็นรัฐบาลภายใต้การกำกับดูแลของ คสช. มีเป้าหมายสำคัญคือการทำให้เศรษฐกิจเดินไปข้างหน้า สร้างธรรมาภิบาล มีการตรวจสอบมีความโปร่งใส แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่ในอีกมุมคือ การปฏิรูป นั้นเป็นเรื่องที่ “หนักอก” คสช. มากกว่า

ทันทีที่เริ่มมีการแต่งตั้ง คณะกรรมการสรรหา สปช. 11 คณะ ก็เกิดเสียง “วิพากษ์วิจารณ์” ขึ้นมาทันทีว่า การสรรหาจะเป็นอย่างโปร่งใส ได้คนดี คนเก่งและคนกล้า เข้ามาผลักดันให้เกิดการปฏิรูปเรื่องนี้เรื่องนั้นหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง ที่มี ’บิ๊กป้อม“ หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานคณะที่ปรึกษา คสช. ซึ่งมีความแนบแน่นกับการเมืองบางกลุ่มอยู่ หรือด้านพลังงาน ที่แม้จะมี ’หม่อมอุ๋ย“  หรือ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร

เทวกุล เป็น “ตัวหลัก” แต่ก็มีอดีตผู้ว่าฯ ปตท. ถึง 3 คนเข้าไปร่วมเป็นกรรมการ

ในด้านพลังงานเป็นอีกเรื่องหลักที่ “ทุกส่วน” เห็นตรงกันว่าต้องมีการปฏิรูป จึงมีคำถามขึ้นมาทันทีว่า จะปล่อยให้คนที่เห็นต่างได้เข้าไปเสนอแนวทางในการปฏิรูปด้านพลังงานซึ่งมี ปตท. เป็นปัญหาสำคัญหรือไม่

สำหรับ คสช. แล้ว การเริ่มต้นเข้ามาแก้ไขปัญหาแม้จะไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่สังคมไทยส่วนใหญ่ก็ยอมรับเพราะตระหนักถึงปัญหาอันแสนสาหัสว่าต้องมีการแก้ไขซะที และ 3 เดือนที่ผ่านมาก็ต้องถือว่า คสช. นั้น สอบผ่านคะแนนเกือบเต็มร้อยด้วยซ้ำ แต่สำหรับ สปช. นั้น ไม่อยากให้ไปมองกันที่ “ผลลัพธ์” แต่อยากให้มองตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำหน้าที่

คสช. เข้ามาแล้วได้รับการ “ยอมรับ” อย่างไร สปช. ที่ คสช. กำลังจะสรรหาเข้ามาเพื่อเดินหน้า “ปฏิรูป” ประเทศเพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ต้องได้รับการ “ยอมรับ” อย่างนั้น        

ไม่ใช่ “เรื่องง่าย” แต่ก็ไม่ใช่ “เรื่องยาก”.

เครดิต dailynews.co.th

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น