แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไอทีnews แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไอทีnews แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Facebook Messenger บน Android มียอดดาวน์โหลด 500 ล้านแล้ว

Facebook Messenger

ถึงแม้กระแสของการรักและชัง Facebook จะยังคงเป็นข้อถกเถียงกันต่อไปในสากลโลก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความนิยมในการดาวน์โหลดแอพของ Facebook นั้นยังมีอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะดาวน์โหลดมาใช้หรือไม่ก็ตาม ล่าสุด Facebook Messenger บน Android ก็มียอดดาวน์โหลดมากกว่า 500 ล้านครั้งเข้าไปแล้ว (ซึ่งอาจจะเป็นเพราะนโยบายของ Facebook ที่บังคับให้ดาวน์โหลดแอพแยกก็เป็นได้)

อย่างไรก็ตาม Facebook ยังเป็นเจ้าเดียวที่มียอดดาวน์โหลดแอพสูงถึง 500 ล้านครั้ง และมีถึง 2 แอพคือ Facebook และ Facebook Messenger (ไม่นับแอพจาก Google)

ที่มา - Android Police

cr.blognone.com ข่าวไอที

Firefox for Android เริ่มรองรับฟีเจอร์ Chromecast ในรุ่น Nightly

Firefox

Firefox for Android รุ่น Nightly เริ่มรองรับฟีเจอร์การส่งหน้าจอขึ้นจอทีวี (cast to device) ผ่านอุปกรณ์แบบ Chromecast แล้ว

รูปแบบการใช้งานก็ไม่ต่างอะไรกับ Chrome for Android นั่นคือเปิดเมนูแล้วสั่ง mirror screen หรือ cast to device ซึ่งระบบจะมองหาอุปกรณ์ Chromecast ในเครือข่ายให้เองครับ

ฟีเจอร์นี้ยังเป็นฟีเจอร์ระดับทดลองเท่านั้น และยังไม่มีข้อมูลว่าเราจะได้เห็นในรุ่น Stable เมื่อไรกันแน่ครับ

ที่มา - +Lucas Rocha via Talk Android

cr.blognone.com ข่าวไอที

เฟซบุ๊กกำลังทดสอบระบบใส่สติ๊กเกอร์ในคอมเมนท์

Facebook

เฟซบุ๊กเตรียมเพิ่มลูกเล่นในคอมเมนท์เพิ่มเติม หลังจากที่สามารถอัพรูปเข้าไปในคอมเมนท์ได้โดยตรง โดยขณะนี้ทางเฟซบุ๊กกำลังทดสอบระบบใส่สติ๊กเกอร์เข้าไปในคอมเมนท์อยู่

ทาง The Next Web ได้สอบถามไปทางเฟซบุ๊กเกี่ยวกับข่าวนี้ และก็ได้รับคำยืนยันว่ากำลังทดสอบฟีเจอร์ใหม่นี้อยู่จริง โดยระบบใหม่นี้ จะเพิ่มแท็บสติ๊กเกอร์เข้าไปข้างๆ แท็บรูปถ่ายในคอมเมนท์ และน่าจะปล่อยอัพเดตฟีเจอร์ใหม่ให้ผู้ใช้ทั่วไปเร็วๆ นี้

ที่มา - The Next Web

Screen-Shot-2014-08-18-at-8.36.01-am

cr.blognone.com ข่าวไอที

Bing Developer Assistant for Visual Studio ช่วยให้นักพัฒนาหาโค้ดตัวอย่างบนอินเทอร์เน็ตได้ใน IDE

Visual Studio

ต่อจาก Bing Code Search ช่วยให้นักพัฒนาหาโค้ดตัวอย่างบนอินเทอร์เน็ตได้จาก Visual Studio ล่าสุดไมโครซอฟท์ออกส่วนเสริมใหม่ชื่อ Bing Developer Assistant for Visual Studio (ขอเรียกอย่างย่อว่า Bing Developer Assistant) โดยรวมความสามารถของ Bing Code Search กับ Sample Browser เข้าด้วยกัน ฟีเจอร์ของ Bing Developer Assistant มีดังนี้

  • ค้นหาและคัดลอกโค้ดตัวอย่าง (code snippet) ขณะพัฒนาโปรแกรมบน code editor ผ่าน IntelliSense ได้เลย โดย IntelliSense จะค้นหาโค้ดขณะนักพัฒนาพิมพ์ชื่อ API โดยอัตโนมัติ (แต่เดิม Bing Code Search ต้องกดที่ตัวเลือก "How do I..." เพื่อค้นหาก่อน) อย่างไรก็ตามขณะนี้รองรับเฉพาะ C# แต่ทีมงานสัญญาว่าจะพัฒนาส่วนเสริมนี้ให้รองรับภาษาการโปรแกรมอื่น
  • ค้นหาโค้ดตัวอย่างและโปรเจคตัวอย่าง (code sample project) ได้ใน IDE โดยตรง (เข้าใจว่าแต่เดิม Sample Browser หาได้เฉพาะโปรเจคตัวอย่างเท่านั้น)
  • รองรับการค้นหาแบบออฟไลน์ โดยผู้ใช้สามารถระบุโฟลเดอร์ที่จะให้ Bing Developer Assistant หาโค้ดตัวอย่างได้

ดาวน์โหลด Bing Developer Assistant ได้ที่ Visual Studio Gallery ครับ: VS2012 และ VS2013

ที่มา: Bing Dev Center Team Blog

cr.blognone.com ข่าวไอที

หลุด HP Stream 14 โน้ตบุ๊กราคาถูกสายไมโครซอฟท์เพื่อสู้กับ Chromebook โดยเฉพาะ

HP

หลังจากที่เคยประกาศไปในงาน Worldwide Partner Conference 2014 ว่าไมโครซอฟท์จะร่วมมือกับผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายอื่น ทำโน้ตบุ๊กราคาถูกเพื่อเอามาสู้กับ Chromebook ที่ยอดขายเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด ก็มีข่าวหลุดออกมาแล้วว่า ผู้ผลิตรายแรกที่เตรียมทำตลาดกับโครงการนี้ของไมโครซอฟท์ก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่คือ HP นั่นเอง

เว็บไซต์ Engadget อ้างรายงานข่าวจากเว็บไซต์ Mobile Geeks เว็บรายงานข่าวไอทีของเยอรมนีว่า HP กำลังทำ HP Stream 14 ซึ่งจะใช้หน่วยประมวลผลกลางเป็น AMD A4 มาพร้อมกับแรม 2 GB และหน่วยความจำที่ความจุ 32 GB และใช้หน้าจอความละเอียดที่ 1,366 x 768 พิกเซล โดยมาพร้อมกับ Windows 8.1 และพื้นที่บน OneDrive ขนาด 100 GB ฟรีเป็นเวลา 2 ปี

ทั้งนี้ราคาที่คาดการณ์ว่าจะมีการจำหน่ายจริงนั้น อยู่ที่ประมาณ 199 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,300 บาท

ที่มา - Mobile Geeks (แปลเป็นภาษาอังกฤษ) ผ่าน Engadget

ภาพจาก Mobile Geeks
xhp-stream-14_jpg_pagespeed_ic_DWJSdVpZ1P

hp-stream-specs

cr.blognone.com ข่าวไอที

IBM SyNAPSE ชิปตัวแรกที่เลียนแบบการทำงานของสมอง-เส้นประสาทมนุษย์

IBM

ทีมนักวิทยาศาสตร์ของ IBM ประกาศความสำเร็จในการสร้างชิปที่เลียนแบบการทำงานของสมองและเส้นประสาทของมนุษย์ (neurosynaptic computer ship) ซึ่งต่างไปจากคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันที่ทำงานตามแนวคิดของ Jon von Neumann (มีซีพียู หน่วยความจำ ข้อมูลเข้า ข้อมูลออก)

ชิปของ IBM มีชื่อเรียกว่า SyNAPSE ย่อมาจากชื่อเต็มคือ Systems of Neuromorphic Adaptive Plastic Scalable Electronics ชิปหนึ่งตัวประกอบด้วย "คอร์" (distributed neurosynaptic core) ที่สามารถประมวลผล เก็บข้อมูลในหน่วยความจำ และสื่อสารกับคอร์อื่นๆ ได้ภายในตัวเอง จำนวนทั้งหมด 4,096 คอร์

การทำงานของแต่ละคอร์จะขนานกัน ชิปหนึ่งตัวสามารถนำมาวางต่อกันและเชื่อมต่อกันเองได้ โดยระบบที่ IBM นำมาเดโมใช้ชิปทั้งหมด 16 ตัว ประกอบด้วย "synapse" รวม 256 ล้านตัว

โครงการนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยวิจัยของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ (DARPA) ตั้งแต่ปี 2008 ส่วนตัวชิปผลิตโดยซัมซุงที่กระบวนการผลิตขนาด 28 นาโนเมตร มีทรานซิสเตอร์ 5.4 พันล้านตัว แต่ใช้พลังงานขณะทำงานเพียง 70 มิลลิวัตต์

IBM จะนำชิป SyNAPSE ไปพัฒนาต่อเพื่อใช้งานกับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในอนาคต งานที่เหมาะสำหรับ SyNAPSE มีหลายด้าน เช่น การประมวลผลอัลกอริทึม การวิจัยด้านเส้นประสาท และงานด้าน cognitive science

รายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการอ่านได้ที่ IBM Research

ที่มา - IBM, Smarter Planet

แผนภาพอธิบายการทำงานของ SyNAPSE

IBM SyNAPSE Infographic

cr.blognone.com ข่าวไอที

รองผู้ว่ามิวนิกเรียกร้องให้กลับมาใช้วินโดวส์

Germany

เมืองมิวนิกเป็นตัวอย่างสำคัญของการย้ายผู้ใช้จำนวนมากจากวินโดวส์มายังลินุกซ์ ที่ผ่านมามีพีซีกว่า 15,000 เครื่องของหน่วยงานรัฐถูกย้ายมาลินุกซ์แล้ว แต่ล่าสุดรองผู้ว่า Josef Schmid ของเมืองมิวนิกระบุว่ามีผู้ใช้จำนวนมากต้องทนกับปัญหาจากการใช้ลินุกซ์ เช่น ลินุกซ์ไม่มีซอฟต์แวร์จัดการอีเมล, ข้อมูลติดต่อ, และนัดหมายในตัวเดียวกันทั้งชุด

Schmid ระบุว่าการตัดสินใจใช้ลินุกซ์ มีเหตุผลคือไม่ต้องการจ่ายค่าไลเซนส์ให้กับไมโครซอฟท์เพราะแรงจูงใจทางการเมืองเป็นหลัก อย่างไรก็ดีมิวนิกนั้นเป็นเพียงแค่รัฐบาลท้องถิ่น คงไม่สามารถเปลี่ยนภาวะที่ไมโครซอฟท์ครองตลาดส่วนใหญ่ในโลกได้

ตัว Schmid เองมีนโยบายด้านไอทีต่างจากผู้ว่า Christine Strobl อย่างชัดเจน รัฐบาลมิวนิกนั้นเป็นรัฐบาลผสมระหว่างพรรค Social Democratic Party of Germany (SPD) ที่ตัวผู้ว่า Strobl สังกัดกับ Christian Democratic Union (CSU) ที่รองผู้ว่า Schmid สังกัด ผู้ว่ามิวนิกคนก่อนหน้าคือ Christian Ude นั้นชนะเลือกตั้งมาถึงสามสมัยตั้งแต่ปี 1993 (นโยบายลินุกซ์เริ่มปี 2001) จนกระทั่งติดกฎหมายจำกัดอายุผู้ว่า ส่วนพรรค CSU นั้นเคยชนะเลือกตั้งเพียงครั้งเดียวในปี 1978 แต่ก็มีฐานเสียงเป็นอันดับสองเรื่อยมา

ไมโครซอฟท์มีแผนจะย้ายสำนักงานใหญ่ในเยอรมันมายังเมืองมิวนิกในปี 2016

ที่มา - Süddeutsche

cr.blognone.com ข่าวไอที

ice bucket challenge คืออะไร ? คนไอทีคนไหนทำแล้วบ้างมาดู!

 

กระแสของ ice bucket challenge ที่มีแทคส่วนตัวว่า #IceBucketChallenge เป็นแคมเปญรณรงค์ให้ผู้คนตื่นตัวกับโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อม (Amyotrophic lateral sclerosis หรือ Motor neuron disease)  จากสมาคมผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอแอลเอส (ALS Assocition) ของอเมริกา

ibc

กติกาของการท้า ice bucket challenge มีอยู่ว่า ผู้ท้าต้องราดน้ำเย็นที่ใส่น้ำแข็งไว้ด้วยหรือไม่ก็ได้ลงบนตัวเอง (แบบต้นตำรับต้องใส่น้ำแข็งด้วยเสมอ)  จากนั้นก็บริจาคเงินให้กับองค์กรการกุศลที่ตนต้องการจะบริจาคให้ พร้อมถ่ายคลิปวีดีโอเพื่อส่งคำท้าไปยังเป้าหมายอีก 3 คน โดยผู้รับคำท้าต่อไปนั้นมีทางเลือก 3 ทางคือ

1.ราดน้ำเย็นใส่ตัวเองเพียงอย่างเดียวภายใน 24 ชม.
2.บริจาคเงินให้องค์กรการกุศลแต่ไม่ราดน้ำเย็นภายใน 24 ชม.
3.ราดน้ำเย็นด้วยและบริจาคด้วยภายใน 24 ชม. และส่งคำท้าไปยังเป้าหมายต่อไปอีก 3 คน

สรุปได้ว่าถ้าอยากสนุกด้วยการท้าคนต่อไปอีก 3 คนตามแบบต้นฉบับต้องราดน้ำด้วยและบริจาคด้วย แต่กติกาการเล่นมันก็มีเพี้ยนไปบ้างตามการบอกต่อๆกันมา บางคนอาจราดน้ำอย่างเดียวแล้วท้าเลยไม่ได้บริจาคก็ไม่ได้ถือเป้นเรื่องใหญ่แต่อย่างใด เพราะเป้าหมายหลักของแคมเปญนี้คือทำให้สังคมตระหนักว่า โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อม มันเป็นภัยร้ายแรงต่อพวกเราในอนาคตนั่นเอง

ส่วนคนไอทีชื่อดังที่ทำ  ice bucket challenge มีดังคลิปด้านล่างเลย

อันแรกเป็นคลิปรวมหลายๆคน ดูกันแบบยาวๆ

สองผู้ก่อตั้ง Google

Bill gate

CEO Microsoft

 

Dtac

True

Ais

และคนดังไอทีเมืองไทยอีกหลายๆคน

การท้า ice bucket challenge ยังมีต่อเนื่อง ดังนั้น ข่าวนี้ยังไม่จบ
ถ้ามีอัพเดทอะไร คนดังไอทีคนไหนทำอีก เราจะนำมาอัพเดทรวมให้ในข่าวนี้ทันทีครับ!

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คลิป als ice bucket challenge

รวมคลิปกระแส als ice bucket challenge
ที่สุดแหล่งรวมคลิปกระแส als ice bucket challenge เหล่าบุคคลดังทั่วโลก

 

รูปภาพ ice bucket challenge

รูปภาพ ice bucket challenge ทำไมถึงเทรนด์ใหม่ที่นี่มีคำตอบ??
เหล่าดารา ฮอริวู๊ด และคนดัง ร่วมกิจกรรม “ฮาราดน้ำเย็นรดตัว รณรงค์โรค ALS”

 

ปลื้ม VRZO ท้า พล.อ.ประยุทธ์ ราดน้ำแข็ง #IceBucketChallengeTh‬

ปลื้ม VRZO ท้า พล.อ.ประยุทธ์ ราดน้ำแข็ง #IceBucketChallengeTh‬
ปลื้ม VRZO ท้า พล.อ.ประยุทธ์ ราดน้ำแข็ง #IceBucketChallengeTh‬ ระดมทุนเพื่อการกุศลสาธารณะประโยชน์

cr.tech.mthai.com

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Sharp Aquos Crystal มือถือที่ใกล้เคียงคำว่า “ไร้ขอบ” ที่สุดในโลก!

ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ นอกจากจะแข่งกันเรื่องสเปคแล้ว ทางด้านดีไซน์ก็เป็นที่ดึงดูดสายตา และเสริมบุคลิคให้กับผู้ใช้เช่นกัน ค่ายผู้ผลิตมือถือจากประเทศญี่ปุ่น เปิดตัว Sharp Aquos Crystal สมาร์ทโฟนที่ใกล้เคียงมือถือไร้ขอบมากที่สุดในโลกตอนนี้!

phpadylvx

สเปค Sharp Aquos Crystal

- หน้าจอขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด HD 720p
- CPU Snapdragon 400
- RAM 1.5GB
- หน่วยความจำภายใน 8GB
- แบตเตอรี่ 2040mAh
- รัน Android 4.4.2 KItKat
- ระบบเสียง Harman Kardon

Sharp Aquos Crystal จะเปิดตัวในประเทศสหรัฐ และวางจำหน่ายผ่านเครือค่าย Sprint นะครับ โดยยังไม่มีการเปิดเผยราคาออกมา

ใครที่มือถือดีไซน์ sexy ไร้ขอบแบบนี้คงต้องหาซื้อเครื่องนอกกันล่ะครับ แต่เห็นขอบด้านบนบางๆ แบบนี้ นึกไม่ออกเลยว่าลำโพงสนทนาจะเอาไปไว้ตรงไหนกันนะ

Sharp-Aquos-Crystal-1Sharp-Aquos-Crystal-10-600x338

source: bgr

cr.tech.mthai.com

ซีอีโอดีแทคร่วมแคมเปญ Ice Bucket Challenge (มีคลิป)

นายจอน เอ็ดดี้ อับดุลลาห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค รับคำท้าจากป้อม ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ บริษัท TARAD.com ในแคมเปญ Ice Bucket Challenge ที่โด่งดังจากอเมริกา ริเริ่มโดย ALS Association หรือสมาคมที่ช่วยเหลือผู้ป่วยที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยผู้ที่ร่วมในแคมเปญนี้จะต้องนำน้ำแข็งใส่ถังราดตัวเองพร้อม tag 3 ผู้อื่นอีก ท่าน โดยบริจาคให้ ALS Association

เมื่อบ่ายที่ผ่านมา นายจอน เอ็ดดี้ อับดุลลาห์ ซีอีโอ ดีแทค และพนักงานดีแทคได้รับคำท้าและร่วมแคมเปญโดยได้บริจาคให้ ALS Association และมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม หรือ Operation Smile (Thailand) ผ่านโครงการ Bright Smiles & Happy Hearts พร้อมส่งคำท้าไปยังอีก 3 ท่านคือ 1. ซิคเว่ เบรคเก้ รองประธานบริหารเทเลนอร์ กรุ๊ป และเจ้าหน้าที่บริหารสูงสุด เทเลนอร์เอเชีย 2. สุทธิชัย หยุ่น เนชั่น กรุ๊ป และ 3 พนักงานดีแทคทุกคน

ทั้งนี้ จอน กล่าวว่า “การเข้าร่วมแคมเปญครั้งนี้เพราะดีแทคมีพันธกิจสำคัญในการช่วยเหลือสังคม และเล็งเห็นว่ากิจกรรมนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ดีที่กระตุ้นให้สังคมบริจาคการกุศลต่าง จึงยินดีเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญที่ถูกท้าทายมาเพื่อส่งต่อภารกิจการทำความดีนี้ให้คนอื่นต่อไปในสังคม

dtacJon_8245_ICEdtacJon_8247_ICE

cr.tech.mthai.com

[ข่าวลือ] YouTube Music Key บริการเพลงออนไลน์แบบเหมาจ่าย เดือนละ 9.99 ดอลลาร์

YouTube

เราเห็นข่าวลือเรื่อง YouTube จะเปิดบริการเพลงออนไลน์แบบเสียเงินอยู่เรื่อยๆ ส่วนข่าวลือรอบล่าสุดบอกว่ากูเกิลจะใช้ชื่อ YouTube Music Key ทำตลาดครับ

บริการของ YouTube Music Key จะเหมือนบริการเพลงสตรีมมิ่งอื่นๆ คือฟังได้เฉพาะเพลง (ไม่รวมวิดีโอ) ฟังแบบออฟไลน์ได้ และไม่มีโฆษณา ส่วนค่าบริการอยู่ที่เดือนละ 9.99 ดอลลาร์ มีให้ทดลองใช้ฟรีก่อน 30 วัน

ข่าวรอบนี้เว็บไซต์ Android Police ได้ภาพหน้าจอของบริการ YouTube Music Key บน YouTube for Android มาด้วย จึงมีโอกาสสูงที่ข้อมูลนี้น่าจะเป็นของจริง (นอกจากนี้ยังค้นพบข้อมูลว่ากูเกิลจดโดเมน youtubemusickey.com เรียบร้อยแล้ว)

ในภาพหน้าจอที่หลุดออกมายังระบุว่ากูเกิลจะเปลี่ยนชื่อบริการ Google Play Music All Access เป็น Google Play Music Key และรวมสองบริการนี้เข้าด้วยกัน โดยจ่ายค่าสมาชิกครั้งเดียว 9.99 ดอลลาร์ ใช้งานได้ทั้งคู่

ที่มา - Android Police

cr.blognone.com ข่าวไอที

BlackBerry ตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ Technology Solutions ดัน QNX และ IoT

BlackBerry

BlackBerry ประกาศตั้งหน่วยธุรกิจ BlackBerry Technology Solutions (BTS) เพื่อผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ นอกเหนือจากธุรกิจหลักของบริษัท

หน่วยธุรกิจ BTS จะทำงานครอบคลุมผลิตภัณฑ์ดังนี้

  • ระบบปฏิบัติการ QNX ในตลาด embedded software
  • Project Ion จับตลาด internet of things
  • Certicom แอพพลิเคชันด้านการเข้ารหัส (cryptography)
  • Paratek ด้านการปรับจูนเสาอากาศ (RF antenna tuning)
  • หาทางนำสิทธิบัตรจำนวนมากของ BlackBerry ไปใช้งานเชิงพาณิชย์

งานนี้ BlackBerry ดึงเอา Dr. Sandeep Chennakeshu ซีทีโอของ Sony-Ericsson มาคุมหน่วยธุรกิจนี้ รูปแบบการทำงานน่าจะคล้ายๆ หน่วย Advanced Technologies ของโนเกียหลังขายธุรกิจมือถือให้ไมโครซอฟท์แล้ว

ที่มา - BlackBerry Press

cr.blognone.com ข่าวไอที

TRUE ไม่น้อยหน้า ซีอีโอศุภชัย เจียรวนนท์ บริจาคเงินเข้ามูลนิธิ ALS 1 ล้านบาท

True

วันนี้ช่วงบ่าย ซีอีโอ dtac และ AIS ราดน้ำเย็นรดตัวสนับสนุนการบริจาคเพื่อสังคม ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว โดยคุณสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ซีอีโอ AIS เลือกบริจาคให้โครงการเทใจ และโพสต์สเตตัสการโอนเงินด้วย (Facebook ของคุณสมชัย)

ฝั่งของ TRUE เองก็ไม่น้อยหน้าแม้จะมาทีหลังคนอื่น ช่วงค่ำวันนี้ ซีอีโอคุณศุภชัย เจียรวนนท์ ก็ราดน้ำเย็นกับเขาบ้าง โดยประกาศบริจาคเงินเข้ามูลนิธิ ALS ต้นทาง 1 ล้านบาท และแท็กต่อไปยัง

  • คุณจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี จากเครือสิงห์คอร์ป
  • คุณกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ CEO ของ CAT Telecom
  • คุณอริยะ พนมยงค์ GM Google Thailand
  • น้องญาญ่า

ถ้าคนที่แท็กต่อไปยอมเล่นด้วย คุณศุภชัยจะบริจาคเงินเพิ่มไปยังมูลนิธิอื่นๆ อีกแห่งละ 1 ล้านบาทด้วยครับ

Supachai IceBucketChallengeTH

คุณศุภชัย CEO True รับท้า #IceBucketChallengeTH แล้ว ส่งภารกิจไปอีก 4 คน จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี, CEO CAT, อริยะ พนมยงค์ GM Google, น้องญาญ่า

— mxphone (@mxphone) August 18, 2014

คุณศุภชัย เปียกกันให้แฉะ กับภารกิจ #IceBucketChallengeTH กันที่ชั้น 1 True Tower pic.twitter.com/fPsOVjjAMT

— mxphone (@mxphone) August 18, 2014

Post by Somchai Lertsutiwong. cr.blognone.com ข่าวไอที

กระทรวงวิทย์หนุนเพิ่มเด็กเรียนวิทย์


กระทรวงวิทย์ เดินหน้าเปิดห้องเรียนวิทยาศาสตร์ทั่วทุกภาค พร้อมส่งเสริมครบวงจร ตั้งเป้าเพิ่มยอดเด็กเรียนวิทย์ รองรับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่าตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2550 ได้มอบหมายให้กระทรวงวิทย์ มีหน้าที่หลักในการดำเนินโครงการสนับสนุนการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน  โดยการกำกับดูแลของมหาวิทยาลัย(โครงการ วมว.)  เพื่อบ่มเพาะนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตั้งแต่ระดับมัธยมปลายในการพัฒนาเพื่อเป็นฐานนักวิจัยหรือนักประดิษฐ์คิดค้นที่มีคุณภาพของประเทศในอนาคต ปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการ 16 แห่ง ทั่วประเทศ

ทั้งนี้จากการนำร่องใน 5 ปีแรกพบว่านักเรียนในโครงการเข้าศึกษาต่อด้านวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับปริญญาตรีประมาณ 27% ส่วนที่เหลือยังคงเลือกศึกษาต่อในสาขาที่เป็นที่นิยมทั้งแพทย์และวิศวะ  เนื่องจากโครงการนี้ไม่ได้มีข้อบังคับ 

อย่างไรก็ดีเพื่อผลักดันให้มีจำนวนนักเรียนที่สนใจศึกษาต่อในสายวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น  เป็น 50% ในโครงการระยะที่ 2 นี้ ได้มีการดำเนินการโดยใช้วิธีการที่เรียกว่าบันได 3 ขั้น ขั้นแรกคือการบ่มเพาะให้เด็กอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นวิทยาศาสตร์และเรียนด้านวิทยาศาสตร์ที่มากกว่าหลักสูตรทั่วไป ขั้นที่สองคือการส่งต่อให้กับมหาวิทยาลัย ซึ่งมีโอกาสคัดเลือกและให้ทุนอย่างต่อเนื่อง   และขั้นที่สามคือการต่อยอดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนในการรองรับการทำงานในอนาคต

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ดูรายละเอียดได้ที่ http://scius.most.go.th.

cr.dailynews.co.th

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2557

‘เคลม ดิ’ ดาวเด่นจาก ‘ดีแทค แอคเซลเลอเรท’ - ฉลาดสุดๆ


ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการด้านไอทีหน้าใหม่หรือ “สตาร์ต อัพ” ที่มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ สำหรับ โครงการดีแทค แอคเซลเลอเรท (dtac Accelerate) เมื่อหนึ่งในทีมสตาร์ตอัพของโครงการในปีนี้ คือ ทีมบริษัท เอนนี่แวร์ ทู โก จำกัด (Anywhere to go) ผู้ก่อตั้งและพัฒนาแอพพลิเคชั่น “เคลม ดิ” (Claim di) สามารถได้รับเงินทุนเริ่มต้นประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกลุ่มนักลงทุนแนวหน้าจากทั่วโลก

โดยจุดเริ่มต้นจากดีลครั้งนี้มาจากงาน  Geeks on a  plane ที่ทาง บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค และ เทเลนอร์ ดิจิทัล สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ ซิป้า  และ บริษัท สามารถ มัลติมีเดีย จำกัด ร่วมกันจัดงานขึ้น และได้เชิญนักลงทุนผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี  ผู้ประกอบการ และ ผู้ทรงอิทธิพลทางด้านนี้ จากทั่วโลกมายังประเทศไทย 

และทีม anywhere to go ได้มีโอกาสนำเสนอผลงานท่ามกลางนักลงทุนเหล่านี้ ซึ่งประกอบด้วย venture capital  รายใหญ่ เช่น 500 startup  และ Golden Gate Venture  รวมถึงนักลงทุนแนวหน้า เช่น ไมค์ ปราสาท  (Mike Prasad), ทาเคชิ อิบาร่า  (Takeshi Ebihara), รีไบรท์ พาร์ทเนอร์  (Rebright Partner),  แซมเมอร์ คาเร็ม  (Samer Karam),  อลิซ ทอมมี่ เชียร์ ( Alice Tommy Chia),  ซุปเปอร์ เอซเสซ เวนเจอร์ (Super Aces Ventures), ราวี อกราวาล (Ravi Agarwal) และ เอนเกจสปาร์ค (engageSpark)    

สำหรับ “เคลม ดิ” เป็นแอพพลิเคชั่น บนโทรศัพท์มือถือที่ให้ผู้ใช้งานสามารถทำการเคลมประกันได้ ณ จุดเกิดเหตุภายใน 15 นาที และช่วยประหยัดเวลาได้มากถึง 90% โดยไม่ต้องเสียเวลารอตัวแทนจากบริษัทประกัน หรือ เซอร์เวยเยอร์ มาถ่ายรูป แต่ผู้ใช้สามารถถ่ายรูปแล้วส่งให้บริษัทประกันทางแอพพลิเคชั่น ส่วนบริษัทประกันก็สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายลง 80% และลดการโกงได้ 100% เนื่องจากการส่งเซอร์เวยเยอร์ออกไปยังจุดเกิดเหตุ 1 ครั้ง ใน กทม.มีต้นทุน 550 บาทต่อครั้ง หรือต่อ 1 ทรานเซคชั่นเคลมประกัน หากใช้แอพพลิเคชั่นจะเสียค่าบริการให้บริษัทเพียง 50 บาท ต่อครั้งลดต้นทุนได้ถึง 500 บาท

นายกิตตินันท์ อนุพันธ์ ซีอีโอบริษัท เอนนี่แวร์ ทู โก จำกัด กล่าวว่า เงินที่ได้จากนักลงทุนได้เตรียมนำไปทำการตลาดเพื่อให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนรู้จัก เคลม ดิ มากยิ่งขึ้น เพื่อให้มีการดาวน์ โหลด เมื่อขับรถประสบอุบัติเหตุต้องเรียกประกันภัยก็ให้นึกถึงและเปิดใช้งานแอพพลิเคชั่นของเรา รวมถึงต้องวางแผนการตลาดทั้งในประเทศ และการขยายตลาดไปยังประเทศอื่น ๆ ในปีหน้า อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง อินโดนีเซีย จีน ไต้หวัน และประเทศที่เทเลนอร์เข้าไปทำธุรกิจอยู่

“เคลม ดิ” เปิดให้ดาวน์โหลดตั้งแต่เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ถูกต่อยอดมาจาก เอนนี่แวร์ ทู เคลม ซึ่งที่ผ่านมา มีบริษัทประกันภัยใช้งานแล้ว 11 ราย คิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาด 40% ของตลาดประกันภัยรถยนต์ที่มีผู้ซื้อกรมธรรม์จำนวน 8 ล้านคัน และมีการทำทรานเซคชั่นเคลมประกันภัยทุกประเภทจำนวน 14 ล้านครั้งต่อปี ซึ่งปัจจุบันได้นำแอพพลิเคชั่น เคลม ดิ ไปเสนอให้บริษัทประกันแล้ว 4 รายและ 1 รายจะมีการเปิดตัวในเร็ว ๆ นี้” นายกิตตินันท์ กล่าว

ด้าน นายไคลี อึ้ง หุ้นส่วนนักลงทุนของ 500 สตาร์ตอัพ ของภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ในช่วง 12 เดือน ที่ผ่านมาระบบนิเวศ หรือแอพพลิเคชั่น อีโคซิสเต็มของไทยเติบโตและมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก นักลงทุนจากทั่วโลกต่างโฟกัสมายังไทย ซึ่งปัจจุบัน 500 สตาร์ต อัพได้ลงทุนใน 800 บริษัท สตาร์ตอัพใน 40 ประเทศทั่วโลก สำหรับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มีการลงทุนในไทยมากถึง 40% ถือเป็นสัดส่วนมากกว่าในสิงคโปร์ โดยในไทยได้เข้าไปลงทุนแล้วใน 7 บริษัท ที่พัฒนาแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ประกอบด้วย ประกอบด้วย Noonswoon, Play  basic, Builk, EKO, Pomelo, Taamkru และล่าสุด คือ Claim di

“การเลือกลงทุนในสตารต์อัพ ทางกลุ่มจะมองว่าบริษัทนั้น ๆ จะต้องมีแนวโน้มที่สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และมีโอกาสที่จะขายเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมให้กับบริษัทรายใหญ่ได้ ซึ่งทาง เคลม ดิ มีศักยภาพที่จะเดินไปถึงจุดนั้น โดยใน 2-3 เดือนที่ผ่านมา บริษัท เอนนี่แวร์ ทู โก ก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า มีโอกาสประสบความสำเร็จได้ในอนาคต”

ถือเป็นการประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ปัจจุบันโครงการอยู่ในระหว่างบูธแคมป์ เดือนที่ 3 และจะมีการเดโม เดย์ (DEMO Day) ในวันที่ 19 ส.ค.นี้.

จิราวัฒน์ จารุพันธ์

jirawatj@dailynews.co.th

cr.dailynews.co.th

One Windows ย้อนตำนานไมโครซอฟท์ กับการหลอมรวมระบบปฏิบัติการเป็นหนึ่งเดียว

บทความนี้เป็นภาคต่อของ ย้อนตำนาน Nokia เดินหมากพลาดตาเดียว พ่ายแพ้ทั้งกระดาน เราเห็นโนเกียทำระบบปฏิบัติการแล้วแก้ แก้แล้วทิ้ง อยู่หลายรอบ จนต้องยอมเสียเอกราชไปใช้ Windows Phone ของไมโครซอฟท์ แต่มาถึงวันนี้สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น

ผู้ใช้ Windows Phone เองก็คงทราบปัญหาดีว่าไมโครซอฟท์ใช้เวลาพัฒนานานมาก นานจนเสียโอกาสหลายๆ อย่างไปเยอะ แต่การจะบอกว่า "ไมโครซอฟท์ขี้เกียจ" อย่างเดียวก็อาจมองโลกแคบไปสักนิด เพราะแท้จริงแล้ว พัฒนาการของ Windows Phone รวมถึง Windows 8.x เองถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการใหญ่ One Windows ของไมโครซอฟท์ด้วย

บทความนี้จะพาย้อนรอยไปดูพัฒนาการของ Windows และมองอนาคตไปกับแผน One Windows ว่าจะมีเส้นทางอย่างไรต่อไปครับ

อะไรคือ One Windows

One Windows เป็นชื่อสโลแกนที่ไมโครซอฟท์เพิ่งประกาศเมื่อต้นปีนี้ ความหมายของมันคือไมโครซอฟท์ต้องการรวมระบบปฏิบัติการของตัวเองให้เป็นแพลตฟอร์มเดียวกัน (ไม่ได้แปลว่าจะมี Windows เหลือเพียงรุ่นเดียว) โดยระบบปฏิบัติการในสังกัดคือ Windows เดสก์ท็อป, Windows Phone และระบบปฏิบัติการของ Xbox One

ตามวิสัยทัศน์นี้ ระบบปฏิบัติการทุกตัวของไมโครซอฟท์จะใช้แกนเดียวกัน ใช้แพลตฟอร์มการพัฒนาแอพเหมือนกัน แต่จะมีส่วนติดต่อผู้ใช้ที่แตกต่างกันไปตามธรรมชาติของแต่ละอุปกรณ์ การสร้างแอพภายใต้วิสัยทัศน์ One Windows จะช่วยให้นักพัฒนาสามารถพอร์ตแอพข้ามไปข้ามมาบนระบบปฏิบัติการในเครือได้ง่าย

ปัจจัยเร่งให้ไมโครซอฟท์ต้องหลอมรวมระบบปฏิบัติการของตัวเองเข้าด้วยกัน เกิดจากพัฒนาการของวงการไอทีเองที่เกิดสภาวะ convergence ระหว่างอุปกรณ์ประเภทต่างๆ ทั้งพีซี สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์ชนิดอื่นๆ แต่ว่าก่อนที่ไมโครซอฟท์จะเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ก็เป็นเวลาที่ยาวนานทีเดียว

เพื่อให้เข้าใจถึงความสำคัญของ One Windows คงต้องย้อนประวัติพัฒนาการของ Windows กันสักหน่อยนะครับ เอาแบบพอสังเขปไม่ต้องลงลึกมาก ในแผนภาพข้างล่างก็แสดงให้เห็นสายการพัฒนาแบบสรุปพอให้เห็นภาพ ไม่ลงรายละเอียดทั้งหมด

ย้อนตำนาน Windows กว่าจะมาถึงวันนี้

ที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์มีผลิตภัณฑ์ที่ใช้ชื่อ Windows ทำตลาดอยู่หลายตัว และบางตัวก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันในแง่เทคนิคเลยยกเว้นชื่อ (เช่น Windows กับ Windows Mobile ในอดีต) ทำให้บางคนอาจสับสนในแง่สายสัมพันธ์ระหว่าง Windows แต่ละรุ่นได้

แรกสุดเลย ไมโครซอฟท์สร้าง Windows ขึ้นมาเป็น GUI ของระบบปฏิบัติการ DOS (นั่นคือ Windows 1.x-3.x) มันไม่สามารถทำงานได้ถ้าไม่มี DOS ซึ่งภายหลัง ไมโครซอฟท์ก็พัฒนามันให้เป็น "ระบบปฏิบัติการเต็มรูปแบบ" นับตั้งแต่ Windows 95 เป็นต้นมา โดยเคอร์เนลของระบบปฏิบัติการใช้ DOS เวอร์ชันดัดแปลงที่เรียกกันภายในว่า Cougar และใช้เคอร์เนลนี้สืบเนื่องมาตลอดในสายของ Windows 9x (สิ้นสุดที่ Windows ME)

ไมโครซอฟท์ทราบดีว่าเคอร์เนลของ Windows 9x มีข้อจำกัดในแง่เทคนิคหลายประการ จึงแบ่งทรัพยากรไปทำ Windows NT ที่มีเคอร์เนลทันสมัยกว่า เสถียรกว่า และเน้นจับตลาด workstation/server ที่ต่างไปจากตลาดคอนซูเมอร์ของ Windows 9x

ตามแผนของไมโครซอฟท์คือจะแทนที่เคอร์เนลของ Windows 9x ด้วยเคอร์เนลของ NT ซึ่งแผนการนี้มาสำเร็จในยุคของ Windows XP ที่ใช้เคอร์เนลจาก Windows 2000 (เป็นเหตุผลที่ทำให้ XP เสถียรกว่า 9x มาก)

หลังจากนั้น ไมโครซอฟท์ประสบปัญหาในการพัฒนา Windows รุ่นต่อจาก XP จนต้องรื้อทำใหม่หลายครั้ง สุดท้ายหันมาใช้แกนของ Windows 2003 ที่เสถียรกว่า จนกลายมาเป็น Vista และสืบทอดมาเป็น Windows 8.1 ในปัจจุบัน (ในสายของ Windows Server เองก็ไล่มาจนถึง Windows 2012 R2 เช่นกัน)

สรุปว่าระบบปฏิบัติการสำหรับพีซีของไมโครซอฟท์ถูกเปลี่ยนมาเป็นแกนของ Windows NT เดิมมานานแล้ว (ตั้งแต่ปี 2001) และไมโครซอฟท์ก็ปรับปรุงให้ระบบปฏิบัติการ "โมเดิร์น" ขึ้นเต็มที่ในปี 2012 คือรองรับอินเทอร์เฟซจอสัมผัส Metro และใช้การพัฒนาโปรแกรมแนว WinRT เป็นต้นมา (รายละเอียดอ่านในบทความ รู้จักกับ Metro Style App และ WinRT คู่หูของการพัฒนาโปรแกรมบน Windows 8)

ย้ำอีกรอบว่า Windows ยุคใหม่ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ 3 ข้อคือ ใช้แกน Windows NT, รองรับการพัฒนาโปรแกรมแบบ WinRT และส่วนติดต่อผู้ใช้จอสัมผัส Metro/Modern

จาก Windows Mobile สู่ Windows Phone

สำหรับตลาดอุปกรณ์พกพา ไมโครซอฟท์แยกไปทำ Windows CE มานานแล้ว และออกระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์พกพา (พีดีเอ-สมาร์ทโฟน) ในชื่อ PocketPC ก่อนจะกลายมาเป็น Windows Mobile และ Windows Phone ในปัจจุบัน

ระบบปฏิบัติการตระกูล Windows CE มีความเกี่ยวข้องกับ Windows บนพีซีแค่ชื่อเท่านั้น สถาปัตยกรรมทางเทคนิคทุกอย่างแตกต่างกันทั้งหมด

ถ้าลองพิจารณา Pocket PC หรือ Windows Mobile จะเห็นว่ามันใช้แกน Windows CE, มีอินเทอร์เฟซของตัวเอง, ใช้เครื่องมือพัฒนาโปรแกรมเฉพาะของตัวเอง (เช่น C++ หรือ .NET Compact Framework) และแน่นอนว่าใช้ทีมงานพัฒนาแยกขาดจาก Windows ฝั่งพีซี

แต่ในเมื่ออนาคตของอุปกรณ์พกพาคือ "พีซีย่อส่วน" ซึ่งเราเห็นแนวโน้มนี้ชัดเจนจาก iOS ที่พัฒนาต่อมาจาก OS X หรือ Android ที่พัฒนาจาก Linux ทำให้ไมโครซอฟท์ต้องปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน โดยเริ่มจาก Windows Phone 7 ที่เปิดตัวในปี 2010

อย่างไรก็ตาม กระบวนการ "เปลี่ยนผ่าน" ของ Windows Mobile/Phone ไม่ได้เกิดขึ้นรวดเร็วนัก เพราะมีกระบวนการลองผิดลองถูกระหว่างทางอยู่มาก และต้องใช้เวลาหลายรุ่นกว่าจะเปลี่ยนผ่านสำเร็จ ดังแผนภาพด้านล่าง

ตอนไมโครซอฟท์เปลี่ยนจาก Windows Mobile 6.x มาเป็น Windows Phone 7 สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือ

  • เปลี่ยนแบรนด์ เปลี่ยนโลโก้
  • เปลี่ยนอินเทอร์เฟซมาเป็น Metro
  • เปลี่ยนเครื่องมือพัฒนาโปรแกรมเป็น Silverlight

ตรงนี้ต้องอธิบายนิดนึงว่า Windows Phone 7 เป็นระบบปฏิบัติการตัวแรกสุดของไมโครซอฟท์ที่ปรับมาเป็น Metro ทำให้ไมโครซอฟท์เองก็ยังงงๆ ว่าจะสร้างแพลตฟอร์มการพัฒนาอย่างไรดี (ไมโครซอฟท์มีเครื่องมือการพัฒนาหลายสาย เช่น C++ ปกติ, .NET, Silverlight ซึ่งเป็น .NET ลดรูป)

สุดท้ายไมโครซอฟท์เลือก Silverlight ที่ออกแบบมาสำหรับการพัฒนา Rich Internet Application (RIA) โดยแยกพัฒนาเป็น Silverlight เวอร์ชันพิเศษสำหรับ Windows Phone (อิงจาก Silverlight 4)

อย่างไรก็ตาม แกนหลักของตัวระบบปฏิบัติการ Windows Phone 7 ยังเป็น Windows CE ซึ่งยังไม่ "ทันสมัย" อย่างที่ไมโครซอฟท์ต้องการ

ปี 2012 ไมโครซอฟท์ออก Windows Phone 8 ที่ "ยกเครื่อง" ภายในอีกรอบ แม้ส่วนติดต่อผู้ใช้จะเป็น Metro เหมือนเดิม แต่ภายในเปลี่ยนใหม่หมด แกนหลักของระบบปฏิบัติการเปลี่ยนมาใช้ Windows NT และเทคโนโลยีการพัฒนาแอพเปลี่ยนมาใช้ Windows Phone Runtime (เรียกกันย่อๆ ในวงการว่า WPRT)

WPRT

ภาพจาก Microsoft

WPRT เป็นเวอร์ชันลดรูปของ WinRT ที่ใช้กับ Windows 8 ที่ออกในปีเดียวกัน (2012) เหตุผลที่ไมโครซอฟท์ใช้ WPRT กับ WP8 น่าจะเกิดจาก "ทำไม่ทัน" เป็นหลัก (ตรงนี้ไม่มีข้อมูลยืนยันนะครับ) ผลกระทบของการที่ WPRT มีข้อจำกัดหลายอย่างทำให้การพัฒนาแอพบน WP8 ไม่ง่ายนัก เพราะติดโน่นติดนี่เต็มไปหมด

เส้นทางของ Windows Phone มาวนรอบครบสมบูรณ์ใน Windows Phone 8.1 (2014) ที่สามารถยัด WinRT ลงมาใส่ในอุปกรณ์พกพาได้สำเร็จ นักพัฒนาสามารถเขียนแอพที่รันบน Windows 8.x และ Windows Phone 8.1 ได้พร้อมกันแล้ว (ข่าวเก่า: ไมโครซอฟท์เปิดตัว Universal Windows Apps พัฒนาครั้งเดียว รันได้ทั้ง Windows 8.1, Windows Phone 8.1, Xbox One)

ภาพจาก Microsoft

เส้นทางเบื้องหน้า One Windows

มาถึงวันนี้ (สิงหาคม 2014) คงต้องบอกว่าไมโครซอฟท์เพิ่งปรับพื้นฐานสำหรับวิสัยทัศน์ One Windows สำเร็จ แต่ผลลัพธ์ของมันจะออกดอกออกผลเป็นอย่างไร คงต้องรอดู Windows รุ่นหน้ารหัส Threshold (ที่เราคาดว่ามันคงใช้ชื่อ Windows 9 แต่ก็ไม่มีอะไรแน่นอนหรอกนะครับ) ว่าจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของไมโครซอฟท์คงไม่ใช่เรื่องวิสัยทัศน์ว่าถูกต้องแค่ไหน เพราะถ้ามองย้อนกลับไป การรวม One Windows ยังไงก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องและควรทำ ทั้งในมิติของผู้ใช้ นักพัฒนา และไมโครซอฟท์เอง เพราะมันเป็นการรวมทรัพยากรเข้าด้วยกันไม่ให้ซ้ำซ้อน ไม่ต้องเหนื่อยหลายรอบ และผู้ใช้เองก็ได้ประโยชน์

แต่ปัญหาของไมโครซอฟท์กลับเป็นเรื่องจังหวะและเวลา เพราะกว่าไมโครซอฟท์จะได้ฤกษ์ "ปรับปรุง" Windows ให้ทันสมัยโดยนับจาก Windows Phone 7 ก็ต้องรอถึงปี 2010 (iPhone ออกมาสามปี และ Android ออกมาสองปี) และกว่าไมโครซอฟท์จะรวมแพลตฟอร์มได้สมบูรณ์ ก็อาจต้องรอถึงปี 2015 กับ Threshold ซึ่งป่านนั้น คู่แข่งและตลาดก็เปลี่ยนไปจากเดิมมากแล้ว

คำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้ก็คือ One Windows ยังเกาะขบวนรถไฟทันหรือไม่ ไมโครซอฟท์ยังสามารถใช้ฐานผู้ใช้เดิมเป็นต้นทุน ผนวกกับวิสัยทัศน์ใหม่ โครงสร้างองค์กรใหม่ ซีอีโอใหม่ แล้วสร้างนวัตกรรมสุดเจ๋งที่แซงหน้าคู่แข่ง พลิกเกมได้สำเร็จ หรือจะกลายเป็นจุดสิ้นสุดของ Windows สายคอนซูเมอร์ และไมโครซอฟท์ต้องถอนตัวไปรักษาฐานที่มั่นในตลาดไอทีองค์กรแทน

อีก 1-2 ปีเราน่าจะรู้กัน

อ้างอิง

  • Microsoft's Windows Phone 8 finally gets a 'real' Windows core - ZDNet
  • What 'one Windows' really means (and doesn't) - ZDNet
cr.blognone.com ข่าวไอที

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สร้างภาพและวีดีโอ 30 วินาที สุดเจ๋ง บนมือถือ Android ด้วยแอพ Zoe

zoe-beta-app-by-htcการทำสไลด์โชว์บนมือถือนั้นมีหลายแอพมากเหลือเกิน แต่สำหรับคนที่ใช้โทรศัพท์มือถือ HTC one  รุ่น M7 และ M8 ละก็คงเคยได้ลองสำผัสการสร้างสไลด์โชว์ไฮไลท์ 30 วินาที สุดเจ๋งด้วยแอพ ZOE มาแล้ว  มาคราวนี้ Zoe มาเป็นแอพให้ผู้ใช้ Android อย่าง Samsung  , LG รวมไปถึงตระกูล NEXUS  ได้ใช้แอพ Zoe จาก HTC ด้วย จากเดิมปกติจะใช้ได้เฉพาะบนมือถือ HTC One เท่านั้น

htc-zoe-app

ภาพจาก Androidcentral

ZOE คือแอพทำสไลด์โชว์ โดย MIX ทั้งภาพและวีดีโอ เป็นสไลด์โชว์สุดสวยพร้อมใส่ เพลงประกอบและใส่ filter ได้วีดีโอเด่นขึ้น และสามารถแชร์ขึ้น Social Network ขึ้น facebook หรือ google+ ได้ และสามารถ add เพื่อนๆที่ใช้ zoe เหมือนกัน เพื่อ ชมภาพวีดีโอกิจกรรมจากเพื่อนๆที่แชร์ผ่าน zoe ซึ่งไม่ต่างจากพวก socialcam , instagram และ vine แต่ สิ่งที่แตกต่างคือเราสามารถ mix จัดภาพและวีดีโอได้

app-zoe-beta-by-htc-05ก่อนอื่นก็เริ่มจากดาวน์โหลดแอพ zoe ก่อน ซึ่งเป็นรุ่น beta อยู่ สามารถโหลดได้ฟรีบน Play Store ใช้ได้กับมือถือ Android บางรุ่น ที่ทำงานบน Android 4.4 ขึ้นไป เบื้องต้นมือถือที่สามารถใช้ Zoe Beta ได้แล้ว  ได้แก่  HTC ที่ทำงานบน Sense 6,  มือถือ LG รุ่น G2 , G3 ,  G Pro 2  ,  Nexus 5, Samsung’s Galaxy S4, S5, และ Note 3. 

app-zoe-beta-by-htc-00จากนั้นทำการเปิดแอพ Zoe แล้วคลิกที่ sign in จากนั้นเลือก sign in ด้วยบัญชี google+ หรือ facebook ของคุณ ทั้งนี้ google+ และ facebook จะต้องเข้าถึงรายชื่อเพื่อนๆและข้อมูลบางอย่างของ google+ และ facebook  ด้วย ให้ตอบ ok (ทั้งนี้คุณสามารถเปลี่ยนแปลงสิทธิในภายหลังได้ ผ่านทางเว็บ facebook หรือ google + )

app-zoe-beta-by-htc-02

มาถึงการสร้างสไลด์ ให้แตะที่เครื่องหมาย + ด้านมุมขวาบนของแอพ Zoe แล้วเลือกในส่วนแท็บ Content เพื่อเลือกภาพและวีดีโอ จากนั้นไปแท็บ Theme เลือกธีมเพื่อเลือกรูปแบบ filter ของวีดีโอบน Zoe แล้วเลื่อนไปที่แท็บ music เพื่อเลือกเพลงประกอบที่ต้องการ จะเลือกจากเพลงที่มีให้บนแอพหรือเลือกเพลงจากบนมือถือคุณก็ได้

app-zoe-beta-by-htc-03

สำหรับกรณีเลือกเพลงประกอบบนเครื่องที่ยาวกว่า 30 วินาที สามารถใช้แอพ zoe ในการเลือกช่วงเพลงที่ต้องการจะเล่นบนวีดีโอได้ด้วย

app-zoe-beta-by-htc-04

เมื่อทำทุกอย่่างเสร็จแล้วดูตัวอย่างวีดีโอที่สร้างเสร็จเรียบร้อย พอใจก็แตะที่แชร์วีดีโอที่มุมขวาบนดังรูปนี้ได้เลย ซึ่งสามารถแชร์ขึ้น facebook,google+ หรือจะไว้ส่งทางอีเมลอย่าง gmail , outlook , line และ แอพอื่นๆได้ (ยกเว้น youtube และ  instagram )

 

แค่นี้ก็จะได้วีดีโอที่สร้างจากแอพ Zoe ขึ้น facebook , google+ รวมถึงขึ้นบน feed แอพ zoe แล้ว ไว้แชร์ภาพและวีดีโอสวยๆ และไฮไลท์กิจกรรมสำคัญๆส่งถึงเพื่อนๆได้เลย ดูตัวอย่างจากวีดีโอด้านบน. แน่นอนแอพนี้ใช้ได้เฉพาะ Android เท่านั้น

ข้อมูลจาก Android Authority

cr.ไอที it24hrs.com

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เพิ่มความปลอดภัย LINE จะส่งการแจ้งเตือนเมื่อเข้าสู่ระบบบนพีซีและเว็บสโตร์

LINE

LINE อัพเกรดความปลอดภัยของระบบด้วยการเพิ่มการแจ้งเตือนเมื่อมีผู้เข้าสู่ระบบบัญชีเราบนพีซีหรือเว็บสโตร์

การแจ้งเตือนจะถูกส่งมาในรูปแบบข้อความผ่านแอพ LINE บนมือถือ ผ่านบัญชี "LINE" โดยจะถูกส่งมาทุกครั้งทั้งเมื่อมีคนพยายามเข้าสู่ระบบบัญชีเรา ไม่ว่าจะสำเร็จหรือผิดพลาด

หากมีการเข้าสู่ระบบที่น่าสงสัย เราสามารถกดลิงก์ที่แนบมาพร้อมข้อความเพื่อหยุดการเข้าใช้งานผ่านแอพได้ทันที โดยทาง LINE ขอให้สังเกตกันสักนิดว่า ข้อความแจ้งเตือนนั้นถูกส่งมาจากบัญชี "LINE" ตัวจริง โดยดูได้จากหน้าโปรไฟล์ว่าจะมีปุ่ม "แนะนำ" และ "หน้าหลัก" (ภาพท้ายข่าว) และบัญชี "LINE" นี้เป็นบัญชีพิเศษสำหรับการแจ้งเตือนสำคัญ จะไม่แสดงอยู่ในรายชื่อเพื่อน และไม่สามารถบล็อคได้ครับ

ที่มา - LINE official blog

ตัวอย่างข้อความแจ้งเตือนครับ

cr.blognone.com ข่าวไอที

รู้จักกับ Botlr หุ่นยนต์พ่อบ้านตัวแรกของโลกที่ถูกใช้งานจริงในโรงแรม

Aloft Hotels โรงแรมในเครือของ Starwood Hotels & Resorts วางแผนจะเริ่มใช้หุ่นยนต์ให้บริการแขกที่มาพักเป็นครั้งแรกในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ โดยเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้มีชื่อว่า "Botlr" (น่าจะออกเสียงพ้องกับคำว่า butler ที่หมายถึงพ่อบ้าน)

Botlr เป็นหุ่นยนต์ทรงกระบอกเปิดฝาได้ มีเสียง และไฟกะพริบ หน้าที่หลักของ Botlr คือการอำนวยความสะดวกให้กับแขกที่มาพักตั้งแต่การไปรับคำสั่ง ส่งของให้ โดยการมาของ Botlr นอกจากจะช่วยประชาสัมพันธ์ให้กับ Aloft Hotels แล้ว ยังเป็นการให้ความสำคัญกับแขกส่วนใหญ่ของโรงแรมที่มักจะเป็นขาไอทีตัวยงอีกด้วย

สำหรับคนที่สงสัยว่า Botlr ทำงานยังไง ลองดูวิดีโอท้ายข่าวได้ครับ

ที่มา - Luxuo

cr.blognone.com ข่าวไอที

[IGF 2014] รู้จักกับ Internet Governance Forum เวทีประชุมด้านนโยบายของอินเทอร์เน็ตระดับนานาชาติ

หลายคนอาจจะรู้จักองค์กรอย่าง ITU (International Telecommunication Union) ในฐานะสำนักพิเศษ (specialized agency) ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบด้านโทรคมนาคม แต่ในโครงสร้างขององค์การสหประชาชาติเอง ก็มีการประชุมแยกย่อยจำนวนมาก หนึ่งในนั้นก็คือ IGF หรือ Internet Governance Forum

IGF เป็นการประชุมที่มีหัวเรื่องในประเด็นของอินเทอร์เน็ต โดยเน้นหนักไปที่นโยบายและการจัดการอินเทอร์เน็ต ซึ่งมักเป็นเวทีที่ตัวแทนขององค์การระหว่างประเทศ หน่วยงานรัฐ และผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ อย่างเช่น ภาคประชาสังคม สื่อสารมวลชน ฯลฯ เข้ามามีส่วนร่วม โดยมีประชุมทุกปี และปีนี้ถือเป็นปีที่ 9 แล้วสำหรับการประชุมนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี ในวันที่ 1-6 กันยายน ที่จะถึงนี้

บทความนี้จะนำพาไปรู้จักกับการประชุม IGF โดยภาพรวมครับ

หมายเหตุ ในปีนี้ผมได้ทุนจากทาง SEAPA (South East Asia Press Alliance) ซึ่งร่วมกับทาง CIJ (Center for Independent Journalism) ให้เดินทางไปรายงานการประชุมดังกล่าว (ปีที่แล้วเป็นคุณ lew) ซึ่งคงมีรายงานข่าวจากงาน IGF ออกมาเป็นระยะๆ ครับ

อะไรคือ IGF

IGF หรือชื่อภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการคือ Internet Governance Forum (แปลเป็นไทยอาจจะแปลได้ว่า "การประชุมว่าด้วยเรื่องการจัดการปกครองอินเทอร์เน็ต" ทั้งนี้ในบทความนี้ จะแปลคำว่า "governance" เป็นคำว่า "การจัดการปกครอง") เป็นการประชุมเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต โดยถือเป็นหนึ่งในกลไกขององค์การสหประชาชาติด้านอินเทอร์เน็ต นอกเหนือไปจากเวทีหรือการประชุมปกติ เช่น กลไก ITU เป็นต้น

IGF ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 2006 จากมติของที่ประชุม World Summit on the Information Society ปี 2005 ซึ่งเป็นการประชุมด้านเทคโนโลยีและการสื่อสารขององค์การสหประชาชาติ (จัดแค่สองครั้ง คือปี 2003 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส และ 2005 ที่กรุงตูนิส ประเทศตูนิเซีย) โดย IGF มีวัตถุประสงค์ในการเป็นพื้นที่ให้กับผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholder) เข้ามาพูดคุยถึงแนวนโยบายสาธารณะของอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก ทั้งนี้ IGF เป็นการประชุมที่ไม่มีภาคีชาติสมาชิก (เพราะเป็นการประชุมเฉยๆ ไม่ใช่การลงนามในข้อตกลงหรือการจัดตั้งองค์กรใหม่)

แม้ว่า IGF จะมีสถานะเป็นการประชุม แต่ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งขององค์การสหประชาชาติ เพราะก่อตั้งขึ้นจากการประชุมของสหประชาชาติ ดังนั้นแล้วการบริหารงานหลายอย่างจึงยังคงอยู่ภายใต้การกำกับขององค์การสหประชาชาติ โดยมีสำนักงานเลขาธิการตั้งอยู่ภายในอาคารที่ทำการขององค์การสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส และมีคณะกรรมการที่ปรึกษา ซึ่งแต่งตั้งโดยเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ทำหน้าที่ช่วยดูแลและจัดการประชุม

สิ่งหนึ่งที่ IGF ต่างจากการประชุมอื่นขององค์การสหประชาชาติ คือการไม่มี "อำนาจ" แบบเดียวกับการประชุมของ ITU กล่าวคือ ข้อตกลงหรือผลของการประชุมนั้นไม่ได้มีผลบังคับกับชาติสมาชิกที่เข้าร่วมการประชุม อย่างไรก็ตาม IGF มีอำนาจในเชิงของการ "ระบุหัวข้อ" หรือ "ทิศทางที่สำคัญในอนาคต" ให้กับทางองค์การสหประชาชาติ ในแง่นี้ IGF จึงถูกมองว่าเป็นการประชุมแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต แต่ไม่ใช่การประชุมที่ชี้ขาดอนาคตของอินเทอร์เน็ต ซึ่งไปอยู่กับทาง ITU มากกว่า

ลองฟังคลิปเสียงเป็นภาษาอังกฤษได้ เกี่ยวกับพัฒนาการของการประชุม IGF ครับ

หัวข้อของการประชุมที่ผ่านมาและในปีนี้

การประชุม IGF ที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2006 ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ จะมีหัวข้อหลักของการประชุมที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้

  • IGF 2006, 2007 การประชุมมีหัวข้อหลักที่ว่าด้วยเรื่อง "Internet Governance for Development" หรือแปลว่า "การจัดการปกครองของอินเทอร์เน็ตกับการพัฒนา"
  • IGF 2008 หัวข้อหลักคือ "Internet for All" หรือ "อินเทอร์เน็ตเพื่อทุกคน"
  • IGF 2009 หัวข้อหลักคือ "Internet Governance – Creating Opportunities for all" หรือ "การจัดการปกครองอินเทอร์เน็ต - การสร้างโอกาสให้กับทุกคน"
  • IGF 2010 หัวข้อหลักคือ "Developing the future together." หรือ "พัฒนาอนาคตไปด้วยกัน"
  • IGF 2011 หัวข้อหลักคือ "Internet as a catalyst for change: access, development, freedoms and innovation." หรือ "อินเทอร์เน็ตในฐานะตัวเร่งปฏิกิริยาของความเปลี่ยนแปลง: การเข้าถึง พัฒนา เสรีภาพ และการคิดค้น"
  • IGF 2012 หัวข้อหลักคือ "Internet Governance for Sustainable Human, Economic and Social Development." หรือ "การจัดการปกครองอินเทอร์เน็ตเพื่อมนุษย์ เศรษฐกิจ และการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน"
  • IGF 2013 หัวข้อหลักคือ "Building Bridges - Enhancing Multistakeholder Cooperation for Growth and Sustainable Development" หรือ "การสร้างสะพานเชื่อมและเพิ่มความร่วมมือกับผู้มีส่วนร่วมในทุกภาคส่วน เพื่อการพัฒนาที่เติบโตและยั่งยืน"

10-25-2013journalists
ภาพจาก UN

โดยในบรรดาหัวข้อหลักเหล่านี้ ก็จะมีหัวข้อย่อย (sub-themes) และการประชุมต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละปี แต่ส่วนมากแล้วจะเน้นไปที่เรื่องของการพัฒนาเป็นหลัก ซึ่งในปีนี้ (2014) การประชุม IGF จะมีหัวข้อหลักว่าด้วยเรื่อง "Connecting Continents for Enhanced Multi-stakeholder Internet Governance" หรือ "เชื่อมโยงภูมิภาคต่างๆ เพื่อเพิ่มผู้มีส่วนได้เสียในการจัดการปกครองอินเทอร์เน็ต" โดยมีหัวข้อย่อยดังต่อไปนี้

  • นโยบายเพื่อทำให้ทุกคนเข้าถึงได้
  • การสร้างสรรค์เนื้อหา เผยแพร่ และการใช้
  • อินเทอร์เน็ตในฐานะตัวขับเคลื่อนการเติบโตและการพัฒนา
  • IGF และอนาคตของสภาพแวดล้อมในอินเทอร์เน็ต
  • การเพิ่มความเชื่อใจ (trust) ในโลกดิจิทัล
  • อินเทอร์เน็ตและสิทธิมนุษยชน
  • การจัดการทรัพยากรอินเทอร์เน็ตที่สำคัญและประเด็นอื่นที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ (emerging issues)

การประชุม IGF จะเหมือนการประชุมทั่วไป ที่จัดแบ่งหัวข้อและมีห้องประชุม (track) ในแต่ละประเด็น รวมถึงกิจกรรมที่เป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการ (workshop) และบางครั้งก็มีหัวข้อที่ถูกจัดขึ้นมาทันที (flash sessions) โดยไม่มีการบอกก่อนล่วงหน้าเช่นกัน

บทบาทของไทยในฐานะผู้เข้าร่วมเวที IGF

สำหรับบทบาทของไทยนั้นต้องแบ่งออกเป็นหลายส่วนครับ ซึ่งในส่วนของภาครัฐ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) จะเดินทางเข้าไปร่วมประชุมดังกล่าวในปีนี้ ส่วนภาคเอกชน และ/หรือ ภาคประชาสังคมของไทย ที่ยืนยันแล้วมี Thai Netizen (อาจจะเปลี่ยนแปลงได้เพิ่มเติมภายหลัง)

ในปีนี้เอง Blognone จะมีรายงานจากที่ประชุมเป็นระยะ ซึ่งอาจจะไม่ครอบคลุมในทุกหัวข้อ โดยสำหรับคนที่สนใจเนื้อหา สามารถติดตามย้อนหลังได้จากเว็บไซต์ของทาง IGF ครับ

cr.blognone.com ข่าวไอที